| sook 的个人资料Sook equal to HAPPY照片日志列表 | 帮助 |
|
1月25日 ขอให้ความสุข จงเกิดแก่ท่านผมจะพูดเสมอ ชื่อของผม " สุข " ไม่ใช่มะม่วงที่จะต้องกวนเอาไว้กินนานๆ หรือ แช่อิ่มเอาไว้กินนอกฤดู
สุข หรือ ความสุข เป็นผลอันเกิดจากจิตใจตนปรุงแต่งขึ้นได้ตามธรรมชาติ
การจักให้จิตใจกลั่นความสุขออกมา มีวิธีการมากมาย แล้วแต่บุคคลถนัด
บ้างก็นอน บ้างก็ดูหนัง บ้างก็ช้อปปิ้ง บ้างก็ออนเน็ต-ออนเกมส์ บ้างก็กินเหล้า...
เรารู้จักกับความสุขที่แท้จริงไปแล้ว
แล้วอะไรเหล้า คือ ความสุขที่คุ้มค่า
ถ้าเปรียบความสุขเหมือนน้ำดื่ม เรามีกระติกหนึ่งใบ จะใช้วิธีรองน้ำฝนด้วยกระติกก็ได้
คงสัก ครึ่งวัน เม็ดฝนจะลงไปจนเต็มกระติก หรือจะเลือกตักจากแหล่งน้ำสะอาด
หรือบ้างก็เลือกวิธีการกลั่นด้วยแสงแดด
ทั้ง 3 วิธี วิธีใดท่านว่า คุ้มค่าที่สุด สำหรับน้ำใส่กระติกเพื่อดื่ม ถ้าแหล่งน้ำสะอาดผมว่า ตักจากแหล่งน้ำคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องรอนาน ประหยัดเวลา
ความสุขที่คุ้มค่า มันก็คือ การที่เรานำเอาเวลา นำเอาแรงกายแรงใจ(พลังงาน) นำเอาทรัพย์สินเงินทอง(สสาร) ลงทุนกระทำการ(ก่อกรรมดีชั่วขึ้น) สิ่งใดๆ ซึ่งรวมถึงผลของการกระทำเหล่านั้น(ผลกรรมดีชั่ว) เทียบกับ ความสุขที่ได้รับทั้งหมดแล้ว ได้ว่า ความสุขมีมากกว่าความทุกข์
อันนี้เป็นตรรกคณิต ความสุขที่คุ้มค่า คือ ความสุขทั้งหมด > ความทุกข์ทั้งหมด
และแล้ว สูตรสำเร็จของความสุขที่คุ้มค่านี้ มีหลักสั้นๆง่ายๆ ซึ่งนี่คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ เช่นเดียวกับการก่อไฟของมนุษย์ การรู้จักการรวมกลุ่ม การพัฒนาการสื่อสาร ด้วยภาษาและตัวอักษร และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ความสุขที่คุ้มค่า คือ ความสุขที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนน้อยที่สุด
เบียดเบียน ก็คือ ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ รู้ได้ไง ก็เอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วจึงพิจารณา
จักเห็นว่า สิ่งใด คือ การเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ที่นี้เราได้เคล็ดลับการมีความสุขแล้ว การมีความสุข คือ การมีความสุขที่คุ้มค่าเท่านั้น
การมีความสุขที่ไม่คุ้มค่า คือ การมีความทุกข์นั่นเอง พิจารณาง่ายๆ
ความสุขสร้างขึ้นได้โดยตน กระทำในสิ่งที่ตนพึงพอใจ และการกระทำนั้น ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น จนเกินควร และไม่นำความทุกข์มาสู่ตนจนเกินควรเช่นกัน
แต่ความสุขนั้นไม่ได้มีไว้สะสม มีเพื่อเก็บไว้ใช้ในภายหน้า
แท้จริงความสุข มีประโยชน์แต่เพียงได้สัมผัสถึงบรรยากาศแห่งความสุขนั้น สดๆ
ทำให้การจะรักษาความสุขไว้ให้จีรังยั่งยืนนั้น ไม่มี
แต่การทำความดี คิดดี พูดดีเสมอๆ เป็นการผลิตความสุข อย่างสม่ำเสมอ
หรือเสมือนเป็นการรักษาความสุขให้มีใช้ได้อย่างพอเพียง และสดเสมอ
สำหรับผม ผมมองชีวิตอย่างนี้
1.มนุษย์เกิดมาจากครอบครัว และจะดำเนินตามครรลองเช่นนั้นไป
หากครอบครัวอบอุ่น อบรมเลี้ยงดู จนเติบใหญ่ มนุษย์จักได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากครอบครัวกว่า 70% มนุษย์ผู้นั้นจักดำรงชีวิตเฉกเช่น ปู่ย่าตายาย พ่อแม่พี่น้อง สืบต่อไปยังลูกหลาน
หากครอบครัวแตกแยก สิ่งแวดล้อมเป็นผู้อบรมเลี้ยงดู จนเติบใหญ่ มนุษย์จักได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมกว่า 80% แต่ทั้งนี้ มนุษย์ผู้นั้นจักขาดเป้าหมายในการดำรงชีวิต ไม่รู้จะมีชีวิตเพื่อก้าวไปยังจุดใจ ขอเพียงแต่ ดำรงชีพอยู่ได้ก็พอแล้ว
2.โดยสังคมมนุษย์ ใช้เกณฑ์การศึกษาคัดเลือกบุคคลากรเข้าสู่องค์กรต่างๆ
จากเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ สู่การเรียนรู้จากตำรา สู่การเรียนด้วยการทดลอง ฝึกฝน จนชำนาญออกปฏิบัติงานได้ จนก้าวสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ
มนุษย์ทุกคนได้เรียนรู้ทั้งสิ้น ตั้งแต่แรกด้วยประสบการณ์ จนสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญนั้น อยู่ที่ว่า บุคคลได้จะก้าวไปถึงจุดไหน ในวิทยาการด้านนั้นๆ
จะเป็นโจร จากการติดตามลูกพี่เห็นช่องทางทุจริต ถ้ามีตำราก็อ่านตำราก่อนได้ แล้วลองทำตาม จนชำนาญ จนสุดท้ายได้เป็นครูโจร เป็นหัวหน้าโจร
การศึกษาเรียนรู้นี้เองจะทำให้เรายืนอยู่ในสังคมมนุษย์ได้อย่างมั่นคง เพราะอย่างน้อยเราก็มีคุณค่าต่อองค์การที่เราอยู่นั่นเอง
3.เอาจิตวิญญาณ ก้าวไปไขว่คว้าอุดมการณ์
ถ้าเปรียบมนุษย์กับต้นไม้ เราครอบครัวเหมือนมีดินมีป่า ให้เราเติบใหญ่ เรามีความรู้มีวิชา เหมือนราคาหาอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่เราขาดรากแก้ว ที่จักหยั่งรากยึดพื้นดินให้แน่นหนาได้ มนุษย์จึงควรไขว่คว้าอุดมการณ์ เป็นหลักยึดมั่นในการดำรงตนในสังคมมนุษย์
4.ความสุข เสมือนดั่งหยดน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้สดชื่น มีกำลังที่จะสู้ต่อไป
อีกนัยหนึ่ง ถ้าเปรียบชีวิตดั่งรถยนต์ความสุขก็คือน้ำมันที่จะขับเคลื่ยนชีวิตไปยังจุดหมายใด ก็ได้ในจักรวาล หากหมดสิ้นความสุขแล้ว ต้องจอดนิ่งรอวันเสื่อมสลายไป ตามกาลเวลา
ทั้ง 4 ข้อ คือ ปัจจัยในการดำเนินชีวิตของผม แต่สุดท้ายทุกคนย่อมต้องสัมผัสกับความฝันแห่งอดีตครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นลมทุกคน เราเลือกที่จะฝันอย่างไรก็ได้ เพียงแค่เราทำเช่นนั้น ตลอดที่เรายังมีลมหายใจ
เมื่อใกล้สิ้นลม เราจักถูกจิตใต้สำนึกครอบงำ เหมือนเมื่อทารกเรารู้สึกอย่างไร เราเคยกลัวเพราะความไม่รู้อย่างไร ความรู้สึกเช่นนี้จะกลับมา ภาพวันเวลาที่ตราตรึงใจ หรือจำฝังใจ ทั้งดีชั่วจะเกิดขึ้น เราจะรู้สึกสนุกสุขสันต์กับบุคคลในความฝันที่เราประทับใจ เราตระหนกตกใจกับภาพที่เราเคยฆ่าวัวควาย ที่นอนร้องครวญคราง เพ็งมองมายังเรา จิดแห่งควมเขล่าและขลาดจักก่อให้เกิดสิ่งที่เรากลัวที่สุดขึ้นมา หลอกหลอนเราจนเหนื่อยจิต ยิ่งเราเชื่อว่า สวรรค์ต้องเป็นเช่นนั้น นรกต้องเป็นเช่นนี้ ภาพที่ตราตรึงฝังในจิตก็จักจิตนาการขึ้น เสมือนเราอยู่ในนรก ด้วยจิตที่เขลาและขลาด จึงเกิดความกลัวอย่างที่สุดขึ้นมาหลอกหลอนเช่นกัน
หนทางเดียวที่จะพ้นจาก นิมิตรหลังความตายเหล่านี้ วิธีง่าย แต่เอาเข้าจริง อย่าลนลานแล้วกัน
นั่นคือ การฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ความคุมจิตให้นิ่งได้ หากเราทำได้แล้ว นิมิตรทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งสวรรค์และนรกที่พึงจะเกิด ก็จะไม่เกิด มีเพียงความนิ่งสงบเท่านั้น
ส่วนเรื่องชีวิตหลังความตาย การกลับชาติมาเกิดใหม่ เกิดเป็นเทวดา ฯลฯ อันนี้ ไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่ทัศนะของผม ไม่มีสิ่งเหล่านี้ จักมีก็เพียงการเกิดใหม่ตามวิถีแห่งเวรกรรมเท่านั้น
หลายคนเชื่อเรื่อง ปาฏิหาริย์มีจริง
ผมบอกให้ก็ได้ว่า ปาฏิหาริย์มีจริง แต่ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุ
1.ตัวผู้พบเห็น เป็นคนเขลา ไม่เข้าใจข้อเท็จจริง อย่างถ่องแท้ ขาดเหตุผลพิจารณา
ปาฎิหาริย์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้น เช่น ฟ้าผ่า เป็นเรื่องของเทพเทวดาบนฟ้า ฯลฯ
หรือแม้กระทั่งรู้แต่เข้าใจผิด เช่น การบนบาล ก่อนสอบให้สอบได้สอบผ่าน เป็นการสร้างแรงจูงใจเกิดแก่ตน โดยกำหนดประสบการณ์ตนให้ระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้บนบาลไว้ เมื่อนึกก็จงทำ เช่น ไปอ่านหนังสือซะ ทำข้อสอบซะ วางแผนการสอบซะ จนถึงเวลาสอบสิ่งที่จูงใจให้อุตสาหะนั้น ก็เป็นเสมือนที่รวบรวมสิ่งที่เราเคยทำเพื่อการสอบ เช่น ท่องคาถาก่อนทำข้อสอบ ซึ่งเป็นคาถาเดียวกับตอนก่อนอ่านหนังสือ พอท่องเสร็จความรู้สึกถึงหนังสือก็จะเข้ามาในจิตใจ ทำให้เสมือนเรากำลังอ่านหนังสือขณะสอบ ซ้ำยังทำให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ จนในที่สุด การสอบก็บรรลุผล ด้วย กุศโลบายเหล่านี้ แต่เรากลับคิดว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บนบาลช่วย แท้จริงเรานั่นแหละช่วยตน กลายเป็นเรื่องของปาฏิหาริย์ไป 1月16日 เมล์ดีๆก็มีเช่น.....
1月14日 ทำไม่ต้อง ฟ้าเปลี่ยน ดินไม่เปลี่ยน (บ้านเมิงเหรอ)" ฟ้าเปลี่ยน ดินไม่เปลี่ยน "
ถ้าไม่ยึดมั่นในอุดมการณ์นี้ ก็ไม่รู้จะมีแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานได้วิ่งเล่นกันอีกนานแค่ไหน
ยามที่เกิดลมพายุพัดแรง เกิดพายุ หรือแม้แต่ฝนแล้ง
ฟ้าแกล้งแผ่นดิน รุนแรงแค่ไหน ใยดินไม่ตอบโต้
จงมองดู แผ่นดิน ภูผา ภูเขา ทะเล ทั้งสิ้นบนโลก
เป็นแหล่งอยู่อาศัยพืช สัตว์ มนุษย์ น้อยใหญ่
เราไม่มีหน้าที่ทะเลาะกับใครๆที่ไหน
เรามีหน้าที่รักษาสมดุล สภาพพิภพไว้
ให้สัตว์โลกอาศัย อย่างอยู่เย็นเป็นสุข
มีสัตว์น้อยใหญ่ใดๆ อาศัยอยู่บนฟ้าไหม
มีสัตว์น้อยใหญ่ใดๆ เห็นฟ้าเป็นที่พึ่งพาชีวิตได้ หามีไม่
นี่คือ ที่มาของ " ฟ้าเปลี่ยน ดินไม่เปลี่ยน "
ในสังคมโลก คนใดมีอำนาจ คนใดมีกำลัง มีบารมีกว้างใหญ่
จักทำต้นเป็นดั่งฟ้า อยากสั่งฝนมาก็สั่ง อยากสั่งลมมาก็สั่ง
สร้างภัยพิบัติต่างๆ สู่แผ่นดิน สู่ชีวิตสัตว์บนพื้น
ไม่มีสิ่งอื่นทำแล้วหรือ
ดินเจ้ารับกรรมก่อนใคร ดินเจ้าต้องตัดสินใจ
ว่าจะนำเอาภัยพิบัติเหล่านั้น ลงทัณฑ์ต่อสัตว์โลก
ลงโทษต่อผู้ซึ่งต้องหวังพึ่ง หวังพา อาศัยเจ้าหรือ
ข้าราชการไทย พนักงาน อาสาสมัครใดๆ ในหล้า
ท่านคือ ดิน ผู้เป็นดั่งที่พึ่งที่พาที่อาศัยของคนเฒ่าคนแก่
คนยากคนจน คนไร้ปัญญาแก้ปัญหาตน เยาวชนคนเยาว์
รวมถึงเด็กทารกที่กำลังจะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ
ท่านต้องตัดสินใจ ในสิ่งที่ผู้มีอำนาจบาทใหญ่ในสังคม
ไม่ว่าจะ ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หัวหน้า สื่อมวลชนที่ครอบงำปวงประชา
กฎหมายบ้านเมืองอันอยุติธรรม แนวการบริหารที่สร้างกรรมแก่ประชาราษฎร์
ขอท่านจงตั้งมั่นในศีลธรรม ตั้งมั่นในแนวทางที่ดีที่ตนได้ทำ
เป็นดั่งผืนดินที่พึ่งพิงของประชาชนทั้งมวล
|
|
|