| sook 的个人资料Sook equal to HAPPY照片日志列表 | 帮助 |
|
3月29日 คำว่า รัก ที่ผมไม่อยากจะเข้าใจ เพราะความห่วงใยมันบังตาคำว่า รัก ที่ผมไม่อยากจะเข้าใจ
เพราะความห่วงใยมันบังตา
ใครเคยถามตัวเองบ้างว่า
1.ตอนเราเด็กๆเรารักใครไหม....??
2.ตอนเราเป็นวัยรุ่น ความรักคืออะไร..??
3.และตอนนี้ เรารู้ไหมว่า ความรัก มีอยู่
2 บทบาท ในพฤติกรรมเดียวกัน..(งง)
1.สวัสดีเด็กโง่ ... เมื่อเด็กเล็กๆ สิ่งที่ทำให้เราเติบโตมาได้นั้น คือ พ่อแม่หรือ..
(ไม่หรือใช่) แท้จริงคือ สัญชาติญาณความกลัว ที่ช่วยสอนเด็กๆไม่ให้เป็นอันตรายได้ง่าย หรือพูดอีกนัยย์หนึ่ง มึงรักชีวิตตัวเองนั่นแหละ
เด็กหิวก็กิน ง่วงก็นอน เบื่อก็เล่นสนุก ทุกข์ก็ร้องไห้
ถามจริงเด็กคนไหนที่ฝืนสิ่งเหล่านี้ได้ ส่วนใหญ่โตมาจะบ้า....จริงๆนะ
เพราะเด็กมีความต้องการการพัฒนาทางด้านร่างกายที่สมบูรณ์ ใครไม่ทำตามที่ว่ามา ร่างกายที่ควรจะสมบูรณ์ ก็จะลงสมรรถภาพลงเรื่อยๆ เจ็บป่วยง่าย ฯลฯ
2.Puppy Love รักแรกพบ โลกสดใสในวัยที่สดใส วัยรุ่นใครสอนให้เรารู้จักกับสังคม รู้จักกับชีวิตคู่.....
ร่างกายมีความพร้อมทางเพศในวัยรุ่น คือ สิ่งที่ทำให้วัยรุ่ยออกตามหาความต้องการทางเพศ เท่าที่จะทำได้
ซึ่งสังเกตได้ง่ายๆ คือ การมีแฟนในวัยเรียน คบหากันในวัยรุ่น ไม่แปลก เป็นธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์
สำหรับมนุษย์ ใช้คำว่า รัก เป็นสื่อกลางที่บอกให้เพศตรงข้ามเข้าใจในความรู้สึกที่เกิดจากพัฒนาการทางเพศ ฉะนั้น การบอกรัก การแสดงความรัก นั้นถูกขับเคลื่อนโดย ฮอร์โมนเพศโดยตรง ไม่ว่าจะเรื่องบนเตียง การหึงหวง อารมณ์ต่างๆ
ที่เป็นพฤติกรรมของความรักในวัยรุ่นนั่นเอง
3.ก่อนที่ทุกคนจะฝากชีวิตไว้กับปฏิกิริยาของสารอินทรีย์ในร่างกายประเภทโปรตีน
เหล่านี้ คุณรู้ไหมว่า ความทรงจำต่างๆในวัยรุ่น ที่คุณเรียกว่า รัก เป็นตัวจุดประกาย พลังงานความรักที่จะขับเคลื่อนชีวิตมนุษยชาติให้เจริญก้าวหน้าได้
คุณยังจำความรู้สึกดีๆกับผู้หญิงที่คุณเคยสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเธอคนนั้นไหม ?? ยังจำวันเวลาที่เคยยื่นมือให้เธอหรือเขาจับ ถ่ายทอดความเชื่อมั่นว่า ฉันจะไม่ไปไหน จะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ ... ยังจำมันได้ไหม ?? หรือแม้ช่วงเวลาที่เราต้องจากกัน สัญญาในใจว่า ฉันจะกลับมาเคียงข้างเธออีก จะเฝ้ารอแต่เธอผู้เดียว คุณลืมสิ่งเหล่านี้บ้างไหม ??
ความรัก ที่ว่า มี 2 บทบาทนั้น
บทบาทแรก คุณต้องยึดถือพฤติกรรมทางเพศตามธรรมชาติ เพราะนี่คือ สิ่งที่แสดงว่า คุณและเธอ จะต้องอยู่คู่กัน ไม่ใช่ มี 2 มี 3 หรือมีเป็นฮาเรม....
บทบาทแรกผมอธิบายไม่ถูกเพราะผมยังไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้ แต่ผมตั้งใจจะแสดงบทบาทนี้ให้ดีที่สุด ถ้าอยากรู้ ... (ขออนุญาต) ... ถามพ่อ!!ถามแม่!! มึงเองโว้ย..
บทบาทที่ 2 สำคัญมาก " คนเรามีปากก็พูดได้ทุกอย่าง "
ฉะนั้น อะไรที่จะแสดงว่า เขาหรือเธอรักคุณ
ให้ทุกท่านพิจารณา 4 สิ่งเหล่านี้ ให้ครบถ้วน
1.ใคร..ทำอะไร..กับใคร..ที่ใด
ถ้าเขาหรือเธอรักคุณ ตัวเขาจะต้องแสดงตัว แม้ไม่ชัดเจน แต่ต้องเข้าใจตรงกัน
แสดงพฤติกรรมแห่งความรัก ที่คุณซึ่งมีสติครบถ้วน(ห้ามเมา ห้ามหน้ามืด) แสดงให้ชัดเจน เข้าใจได้ตรงกัน
แสดงพฤติกรรมเหล่านี้ แก่คุณโดยเฉพาะ เพื่อแสดงความผูกพันที่แน่นแฟ้นของคุณทั้งสอง
และแสดงให้ถูกที่ถูกเวลา ถูกอารมณ์ (เด๋ยวหาว่า ไม่เตือน)
2.เมื่อใด.. เวลาใด.. นานเท่าไร..
พฤติกรรมข้างต้น สิ่งที่จะแสดงความจริงใจได้ คือ เวลา
ถ้าเขารักคุณ เขาแสดงให้เห็นตั้งแต่เมื่อไร
ในช่วงเวลาใด ไม่ใช่เวลาที่เขาเมานะ
และเขารักคุณนานเท่าไรแล้ว คุณรู้ไหม...
3.และทำไม เขาถึงรักคุณ
จำไว้หากความรักเกิดขึ้นแต่อารมณ์ ความรู้สึก คุณก็ไม่ต่างกับเด็ก ม.ต้น ที่รักกัน หากคุณโตกว่านั้น คุณต้องมีเหตุผล ที่จะรักใครสักคน เพราะคุณต้องรู้ว่า เด็กๆมันโตกันทุกวัน คุณเคยรักใครแล้ว เลิกรัก คิดเหรอ ว่าประวัติเหล่านั้นของคุณจะไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุ ฉะนั้น หากคุณเจ้าชู้ เปลี่ยนง่าย ใครรู้ก็ไม่อยากจะจริงใจกับคุณ
ฉะนั้น ความรักต้องตั้งอยู่บนหลักของเหตุผล หลายๆอย่างที่ถูกต้อง และเป็นเรื่องของพฤติกรรมมากกว่า เรื่องของวัตถุและรูปลักษณ์
4.อุปสรรคของความรัก
" ไม่มีใครที่ไม่เคยล้ม แต่ใครหละที่ทำให้เราลุกขึ้นสู้ชีวิตได้ "
ก้าวแรกของคุณมี พ่อแม่ ที่คอยประคองคุณสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก
ก้าวแรกในชีวิตรัก คนที่คุณไว้ใจได้เท่านั้น ที่จะจับมือกับคุณฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวงในชีวิตไปได้
หากเธอและเขา ไม่สู้ ก็จงรู้ไว้เถอะว่า คุณนั้นเขลามากแค่ไหนที่ไว้ใจคนๆนี้
ชีวิตคู่นั้นยาวไกล ใครเล่าที่เกิดมาเพื่อกันและกัน คุณเท่านั้นที่ตัดสินใจเลือก และตามหาให้เจอ
สรุป 4 ข้อที่ใช้พิจารณา
1.เขาหรือเธอ คือคนที่ใช่หรือไม่ ในเบื้องแรกที่พบ
2.เขาหรือเธอ คือคนที่มาในช่วงเวลาที่เหมาะสมแค่ไหน
3.เขาหรือเธอ คือคนที่ดีและเหมาะสมกับคุณแค่ไหน
4.เขาหรือเธอ คือคนที่คุณไว้วางใจได้จริงหรือไม่
ส่วนเรื่องอื่น.. ขอโทษนะ พ่อแม่มึงไม่สอน มันยังเป็นกันเลย..
ฉะนั้น เอา 4 ข้อที่ว่า ให้ดีและสมบูรณ์ที่สุด พอ...
เอ่อ..............................
ในเรื่องที่ว่าคนคบกันแล้ว รู้ว่า เขาดีหรือไม่
ดูสิว่า แฟนเรายังเป็นคน เป็นบัวพ้นตมอยู่ไหม
คือ
1.มีความจริงใจต่อกันไหม โกหกกันไหม หลอกกันบ่อยไหม มีความรับผิดชอบพอไหม หรือเรียกว่า มี สัจจะ 1
2.มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปไหม เมื่อก่อนเอาใจใส่ดี เด๋ยวนี้ ซาไปไหม ดำรงตนเป็นคนดีหรือไม่ มีเหตุมีผลในการคิดตัดสินใจหรือทำสิ่งใดๆไหม งี่เง่าหรือไม่ หรือเรียกว่า มี ธรรมะ 2
3.ยังรอเราได้ไหม โมโหง่ายไหม ระแวงกันไหม ขี้หึงเกินไปไหม มีความอดทนต่อกันอยู่ไหม หรือเรียกว่า มี ขันติ 3
4.เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการไหม จอมเผด็จการไหม เอาแต่ใจตัวเองไหม มีทิฐถิสูงหรือไม่ ไม่ชอบปล่อยวาง ชอบจองล้างผลาญผู้อื่นหรือไม่ ยังเห็นประโยชน์ระหว่างเรา 2 คนหรือประโยชน์ตน และเห็นประโยชน์สำคัญของสังคม หรือประโยชน์ของตนเองหรือไม่ หรือเรียกว่า มี จาคะ 4
นี่มัน ฆารวาสธรรม 4 นี่
เอ่อ ธรรมของชาวบ้านควรมี
ถ้าแฟนใครยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ครบถือว่า ดีเยี่ยมครับ
แต่ถ้ายิ่งมีน้อยลงๆ ขอโทษนะ.. เริ่มไม่ใช่คนลงทุกที
สุดท้ายปัญหาระหว่างกันก็จะเกิด ไม่เชื่อลงพิจารณาดูครับ...
ง่ายๆ เมียขี้บ่น คือ ไม่มี จาคะ ไม่รู้จักขจัดส่วนไม่ดีในตนออกไปบ้าง ไม่มี ขันติ ไม่รู้จักห้ามตัวเองเวลามีอารมณ์ ผัวก็ไม่
อยากจะพูดคุยด้วย ความเข้าใจกันก็น้อยลง เรื่องง่ายๆก็กลายเป็นเรื่องยาก เมื่ออยู่กันลำบาก ก็ต้องใช้ ขันติ ต่อกันมากขึ้น จนบางเวลาที่หมดความอดทนก็จะหลบหนีจากกันไป เมื่อห่างกันไป ก็รู้สึกผ่อนคลาย คราวหน้าก็ทำอีกๆและก็ทำอีก จนบางครั้งต้องโกหกว่า มีประชุม แต่แท้จริงไปหาเมียน้อย กลายเป็นขาด สัจจะ ต่อกัน สุดท้ายก็ไม่อยากทำดีแก่กัน ก็หมดกำลังใจยึดถือ ธรรมะ สุดท้าย ทั้งสองคนก็ไม่ใช่คน แต่เป็นหมาแมวที่ทะเลาะกัน และบางครั้งอาจกัดกันจนตาย เช่นตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
ถ้าไม่อยากเป็นข่าว ก็ปรับปรุงตัวเองซะ 4 ข้อง่ายๆ ค่อยๆแก้ถ้าไม่แก้ไข ก็ให้ความทุกข์มาแก้ไขให้แทน คือ รับผลกรรมจากการกระทำของตน จนทนไม่ไหว ต้องสู้ หรือไม่ก็ หลบหลี้หนีไป เช่น หนีไปกินเหล้าให้ลืม แต่นั่น ทำให้ปัญหายิ่งพันกันมากขึ้น สุดท้ายแก้ไม่ได้ ก็รอเวลาเขาจะเอาไปทำปุ๋ยครับ
" คำว่า รัก ที่ผมไม่อยากจะเข้าใจ เพราะความห่วงใยมันบังตา "
เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบ แล้วลองปฏิบัติตามดู แล้วรู้สึกเหมือนคำกล่าวข้างต้นเมื่อไร ให้รู้ไว้คุณได้เติบโตเป็นมนุษย์ผู้นำความรักมาสร้างสรรโลกนี้ได้แล้ว
" เพราะคุณได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความรัก ไม่ได้เริ่มจากการบอกรัก แต่เริ่มจากการปฏิบัติรัก และดำเนินจิตใจที่รักจริงใจและมาจากใจจริง ใช่จากความต้องการทางเพศ และสุดท้ายสังคมก็จะดีขึ้น ผมเชื่อ " 3月18日 เมื่อกรรมตามทัณฑ์ อะไรกันที่ช่วยเราไม่มี
กรรมเป็นพลังงานรูปหนึ่งถูกถ่ายทอดในมิติแห่งจิต
บางคนถาม แล้วการเอาไม้ตีหัวคนอื่น พลังงานมันเกี่ยวข้องอะไร
ตัวไม้มีโมเลกุล และมวลที่แข็ง ตามลักษณะของแข็ง
พลังงานศักย์ที่มีอยู่ในไม้ขณะเงื้อตี ได้ถูกถ่ายทอดเป็นพลังงานจลน์
เคลื่อนที่มากระทบศีรษะคน
หากใช้ไม้ดังกล่าวตีพื้น ใช่ไม่มีใครโกรธ
แต่เมื่อตีคน หรือสัตว์ ล้วนมีระบบประสาท ที่ตอบสนองที่บางครั้งไม่ต้อง
ผ่านการคิดวิเคราะห์ เช่น ตีหัวมาลุกได้ก็ชกคืน หรือตีหมา หมาร้อง เป็นต้น
แล้วกรรมหละไปไหน???
สรรพสิ่งในจักรวาล ล้วนประกอบด้วย สสารคือ มวลสาร และพลังงาน
เพราะตามกฎของพลังงานย่อมมีการถ่ายทอดและเปลี่ยนรูป
เช่น การเงื้อไม้ ไปจนตี พลังงานที่ตี หรือแรงตีกระทบผิวให้ฉีกออก มีเลือดไหล การฉีกของผิวหนังได้ส่งสัญญาณประสาทซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าไปสู่สมอง ซึ่งตีแรงมากน้อย สมองรับรู้ได้จากแรงที่ตีมาโดยตรง นำเข้าสู่จิตให้รู้และสั่งการต่อไปตามกลไกร่างกาย
แต่ไม่มีเรื่องของพลังงานกรรม
เพราะในอีกมิติหนึ่งมีจิตอยู่ ในลักษณะ 2 มิติ ซึ่งหากพูดถึงลักษณะ 2 มิติ
ให้นึกถึงแผนที่ประเทศไทย แผ่นใหญ่ๆ หรือแผนที่โครงข่ายถนนในกรุงเทพ หรือไม่ก็แผนที่การเชื่อมโยงของสายการบิน
ซึ่งทั้งหมดนี้ หากเรากำหนดจุดไว้เท่าใด การเชื่อมโยงทุกจุดเข้าหากันย่อมทำได้ เช่น กำหนดจุดที่กลางเมืองเชียงใหม่ กลางเมืองขอนแก่น กลางเมืองสงขลา และกรุงเทพฯ ขึ้นมา เส้นที่ลากโดยตรงจากทุกๆจุดย่อมทำได้ แม้บางเส้นจะทับกัน ก็แสดงว่า เส้นทางที่ใช้อาจจะคล้ายกัน
ระบบกรรมเหมือนกัน ไม่ได้เกิดในสภาวะพลังงานจากสสารสู่สสาร แต่เกิดจากสภาวะพลังงาน จากจิตสู่จิต
เช่น การตีหัวกันเรื่องเดิม หากมันคลุมหน้าถามว่า เรารู้ไหมว่าใครตีเรา?
หรือ หากเราถูกคลุมหน้า คิดว่ามันจะรู้ไหมว่า มันกำลังตีใคร?
แต่กรรมได้เกิดขึ้นในจิตของทั้งสองคนแล้ว
คนถูกตีได้กรรมว่า สักวันจะได้ตีคืน
คนที่ตีจะได้กรรมว่า สักวันต้องถูกตี
เป็นปฏิกิริยาจากการกระทำที่สะท้อนเข้าสู่จิตของตนเอง
สังเกตจากเมื่อเพิ่งตี เราจะจำได้ว่าตีอย่างไร ตีที่ไหน ตีใคร เป็นต้น
แต่ต่อมาเราก็จะค่อยๆลืม ตามความจุของสมองที่จะจำได้
แต่ในมิติแห่งจิตไม่ใช่ พลังงานกรรมที่สะท้อนได้ฝังตัวอยู่ในจิตเราแล้ว
เมื่อกรรมนั้นตามมาลงโทษเรา หลายคนเชื่อว่า กรรมตามสนอง
หลักการตอบสนองกรรม
คือ การพบเจอกันของผู้ที่มีกรรม มาสัมพันธ์กัน
เช่น นาย ก ตีนาย ข และนาย ค ตีนาย ง
วันหลัง นาย ก เดินไปเจอนาย ค ไม่เกิดอะไร
วันต่อมา นาย ก เดินมาเจอ นาย ง ก็ไม่เกิดอะไร
แต่วันหนึ่งนาย ซ กำลังหนี นาย ง ซึ่งกำลังไล่ตีมา
กลุ่มนาย ซ ใส่เสื้อเหมือนนาย ก วิ่งผ่านนาย ก ไป
เป็นอันว่า นาย ง คิดว่า นาย ก ที่เดินออกมาเพื่อจะสู้
โอกาสพร้อมมูล คือ
นาย ง มีโทสะ มีอาวุธ มีเป้าหมาย คือ นาย ก และมีกรรม
ประจวบเหมาะ กรรมที่ทั้งสองมี จึงเกิดขึ้น
ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากรุนแรงเกินกรรมที่มี
แล้วกรรมที่เกินมาเหล่านั้น หละ???
ก็เป็นกรรมใหม่ไงครับ กรรมเก่าที่นาย ก ควรจะถูกตีได้สะสางแล้ว
แต่ส่วนที่เกินมาอีกเท่าไร เป็นกรรมสะสมที่นาย ก ต้องสนองต่อไป
แล้วอะไรจะช่วยเรา เมื่อเราประสบเคราะห์กรรม
ยืนยันคำเดิม ไม่มี
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้กรรม ไม่สะท้อนต่อไป
คือการควบคุมจิตใจ ด้วยวิธีทางพระ
ซึ่งผมรู้น้อย เพราะต้องปฏิบัติเองจริงๆ
ซึ่งเป้าหมายของวิธีนี้คืออะไร
ลดการสร้าง รองรับผลกรรมที่มีอย่างใจเย็น
และไม่เป็นทุกข์ และไม่สนองกรรมต่อใคร
วิธีหนึ่ง คือ การปฏิบัติธรรม ทำใจสงบนั่นเองครับ
เมื่อกรรมมาอย่ากลัว และอย่ากล้า
อย่าสร้างโอกาสให้มันมาสนอง
เพราะกรรมมานำจิตใจให้เศร้าหมอง
จนอาจต้องสร้างกรรมเพิ่มเรื่อยไป
เมื่อกรรมมาให้ยินดีรับด้วยจิตที่เป็นสมาธิ
มีสติเข้าไว้ เมื่อกรรมผ่านพ้นไป เราจะได้
ไม่ไปเศร้าเรื่องเก่า ก็พ้นตา เรื่องใหม่มาทำดีไว้
เมื่อสิ่งดีมาก สิ่งชั่วโอกาสเกิดก็น้อยลงไป
และทำให้เราเป็นสุข ไม่ทุกข์ นานเท่านาน
|
|
|