| sook 的个人资料Sook equal to HAPPY照片日志列表 | 帮助 |
|
Sook equal to HAPPY3月29日 คำว่า รัก ที่ผมไม่อยากจะเข้าใจ เพราะความห่วงใยมันบังตาคำว่า รัก ที่ผมไม่อยากจะเข้าใจ
เพราะความห่วงใยมันบังตา
ใครเคยถามตัวเองบ้างว่า
1.ตอนเราเด็กๆเรารักใครไหม....??
2.ตอนเราเป็นวัยรุ่น ความรักคืออะไร..??
3.และตอนนี้ เรารู้ไหมว่า ความรัก มีอยู่
2 บทบาท ในพฤติกรรมเดียวกัน..(งง)
1.สวัสดีเด็กโง่ ... เมื่อเด็กเล็กๆ สิ่งที่ทำให้เราเติบโตมาได้นั้น คือ พ่อแม่หรือ..
(ไม่หรือใช่) แท้จริงคือ สัญชาติญาณความกลัว ที่ช่วยสอนเด็กๆไม่ให้เป็นอันตรายได้ง่าย หรือพูดอีกนัยย์หนึ่ง มึงรักชีวิตตัวเองนั่นแหละ
เด็กหิวก็กิน ง่วงก็นอน เบื่อก็เล่นสนุก ทุกข์ก็ร้องไห้
ถามจริงเด็กคนไหนที่ฝืนสิ่งเหล่านี้ได้ ส่วนใหญ่โตมาจะบ้า....จริงๆนะ
เพราะเด็กมีความต้องการการพัฒนาทางด้านร่างกายที่สมบูรณ์ ใครไม่ทำตามที่ว่ามา ร่างกายที่ควรจะสมบูรณ์ ก็จะลงสมรรถภาพลงเรื่อยๆ เจ็บป่วยง่าย ฯลฯ
2.Puppy Love รักแรกพบ โลกสดใสในวัยที่สดใส วัยรุ่นใครสอนให้เรารู้จักกับสังคม รู้จักกับชีวิตคู่.....
ร่างกายมีความพร้อมทางเพศในวัยรุ่น คือ สิ่งที่ทำให้วัยรุ่ยออกตามหาความต้องการทางเพศ เท่าที่จะทำได้
ซึ่งสังเกตได้ง่ายๆ คือ การมีแฟนในวัยเรียน คบหากันในวัยรุ่น ไม่แปลก เป็นธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์
สำหรับมนุษย์ ใช้คำว่า รัก เป็นสื่อกลางที่บอกให้เพศตรงข้ามเข้าใจในความรู้สึกที่เกิดจากพัฒนาการทางเพศ ฉะนั้น การบอกรัก การแสดงความรัก นั้นถูกขับเคลื่อนโดย ฮอร์โมนเพศโดยตรง ไม่ว่าจะเรื่องบนเตียง การหึงหวง อารมณ์ต่างๆ
ที่เป็นพฤติกรรมของความรักในวัยรุ่นนั่นเอง
3.ก่อนที่ทุกคนจะฝากชีวิตไว้กับปฏิกิริยาของสารอินทรีย์ในร่างกายประเภทโปรตีน
เหล่านี้ คุณรู้ไหมว่า ความทรงจำต่างๆในวัยรุ่น ที่คุณเรียกว่า รัก เป็นตัวจุดประกาย พลังงานความรักที่จะขับเคลื่อนชีวิตมนุษยชาติให้เจริญก้าวหน้าได้
คุณยังจำความรู้สึกดีๆกับผู้หญิงที่คุณเคยสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเธอคนนั้นไหม ?? ยังจำวันเวลาที่เคยยื่นมือให้เธอหรือเขาจับ ถ่ายทอดความเชื่อมั่นว่า ฉันจะไม่ไปไหน จะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ ... ยังจำมันได้ไหม ?? หรือแม้ช่วงเวลาที่เราต้องจากกัน สัญญาในใจว่า ฉันจะกลับมาเคียงข้างเธออีก จะเฝ้ารอแต่เธอผู้เดียว คุณลืมสิ่งเหล่านี้บ้างไหม ??
ความรัก ที่ว่า มี 2 บทบาทนั้น
บทบาทแรก คุณต้องยึดถือพฤติกรรมทางเพศตามธรรมชาติ เพราะนี่คือ สิ่งที่แสดงว่า คุณและเธอ จะต้องอยู่คู่กัน ไม่ใช่ มี 2 มี 3 หรือมีเป็นฮาเรม....
บทบาทแรกผมอธิบายไม่ถูกเพราะผมยังไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้ แต่ผมตั้งใจจะแสดงบทบาทนี้ให้ดีที่สุด ถ้าอยากรู้ ... (ขออนุญาต) ... ถามพ่อ!!ถามแม่!! มึงเองโว้ย..
บทบาทที่ 2 สำคัญมาก " คนเรามีปากก็พูดได้ทุกอย่าง "
ฉะนั้น อะไรที่จะแสดงว่า เขาหรือเธอรักคุณ
ให้ทุกท่านพิจารณา 4 สิ่งเหล่านี้ ให้ครบถ้วน
1.ใคร..ทำอะไร..กับใคร..ที่ใด
ถ้าเขาหรือเธอรักคุณ ตัวเขาจะต้องแสดงตัว แม้ไม่ชัดเจน แต่ต้องเข้าใจตรงกัน
แสดงพฤติกรรมแห่งความรัก ที่คุณซึ่งมีสติครบถ้วน(ห้ามเมา ห้ามหน้ามืด) แสดงให้ชัดเจน เข้าใจได้ตรงกัน
แสดงพฤติกรรมเหล่านี้ แก่คุณโดยเฉพาะ เพื่อแสดงความผูกพันที่แน่นแฟ้นของคุณทั้งสอง
และแสดงให้ถูกที่ถูกเวลา ถูกอารมณ์ (เด๋ยวหาว่า ไม่เตือน)
2.เมื่อใด.. เวลาใด.. นานเท่าไร..
พฤติกรรมข้างต้น สิ่งที่จะแสดงความจริงใจได้ คือ เวลา
ถ้าเขารักคุณ เขาแสดงให้เห็นตั้งแต่เมื่อไร
ในช่วงเวลาใด ไม่ใช่เวลาที่เขาเมานะ
และเขารักคุณนานเท่าไรแล้ว คุณรู้ไหม...
3.และทำไม เขาถึงรักคุณ
จำไว้หากความรักเกิดขึ้นแต่อารมณ์ ความรู้สึก คุณก็ไม่ต่างกับเด็ก ม.ต้น ที่รักกัน หากคุณโตกว่านั้น คุณต้องมีเหตุผล ที่จะรักใครสักคน เพราะคุณต้องรู้ว่า เด็กๆมันโตกันทุกวัน คุณเคยรักใครแล้ว เลิกรัก คิดเหรอ ว่าประวัติเหล่านั้นของคุณจะไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุ ฉะนั้น หากคุณเจ้าชู้ เปลี่ยนง่าย ใครรู้ก็ไม่อยากจะจริงใจกับคุณ
ฉะนั้น ความรักต้องตั้งอยู่บนหลักของเหตุผล หลายๆอย่างที่ถูกต้อง และเป็นเรื่องของพฤติกรรมมากกว่า เรื่องของวัตถุและรูปลักษณ์
4.อุปสรรคของความรัก
" ไม่มีใครที่ไม่เคยล้ม แต่ใครหละที่ทำให้เราลุกขึ้นสู้ชีวิตได้ "
ก้าวแรกของคุณมี พ่อแม่ ที่คอยประคองคุณสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก
ก้าวแรกในชีวิตรัก คนที่คุณไว้ใจได้เท่านั้น ที่จะจับมือกับคุณฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวงในชีวิตไปได้
หากเธอและเขา ไม่สู้ ก็จงรู้ไว้เถอะว่า คุณนั้นเขลามากแค่ไหนที่ไว้ใจคนๆนี้
ชีวิตคู่นั้นยาวไกล ใครเล่าที่เกิดมาเพื่อกันและกัน คุณเท่านั้นที่ตัดสินใจเลือก และตามหาให้เจอ
สรุป 4 ข้อที่ใช้พิจารณา
1.เขาหรือเธอ คือคนที่ใช่หรือไม่ ในเบื้องแรกที่พบ
2.เขาหรือเธอ คือคนที่มาในช่วงเวลาที่เหมาะสมแค่ไหน
3.เขาหรือเธอ คือคนที่ดีและเหมาะสมกับคุณแค่ไหน
4.เขาหรือเธอ คือคนที่คุณไว้วางใจได้จริงหรือไม่
ส่วนเรื่องอื่น.. ขอโทษนะ พ่อแม่มึงไม่สอน มันยังเป็นกันเลย..
ฉะนั้น เอา 4 ข้อที่ว่า ให้ดีและสมบูรณ์ที่สุด พอ...
เอ่อ..............................
ในเรื่องที่ว่าคนคบกันแล้ว รู้ว่า เขาดีหรือไม่
ดูสิว่า แฟนเรายังเป็นคน เป็นบัวพ้นตมอยู่ไหม
คือ
1.มีความจริงใจต่อกันไหม โกหกกันไหม หลอกกันบ่อยไหม มีความรับผิดชอบพอไหม หรือเรียกว่า มี สัจจะ 1
2.มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปไหม เมื่อก่อนเอาใจใส่ดี เด๋ยวนี้ ซาไปไหม ดำรงตนเป็นคนดีหรือไม่ มีเหตุมีผลในการคิดตัดสินใจหรือทำสิ่งใดๆไหม งี่เง่าหรือไม่ หรือเรียกว่า มี ธรรมะ 2
3.ยังรอเราได้ไหม โมโหง่ายไหม ระแวงกันไหม ขี้หึงเกินไปไหม มีความอดทนต่อกันอยู่ไหม หรือเรียกว่า มี ขันติ 3
4.เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการไหม จอมเผด็จการไหม เอาแต่ใจตัวเองไหม มีทิฐถิสูงหรือไม่ ไม่ชอบปล่อยวาง ชอบจองล้างผลาญผู้อื่นหรือไม่ ยังเห็นประโยชน์ระหว่างเรา 2 คนหรือประโยชน์ตน และเห็นประโยชน์สำคัญของสังคม หรือประโยชน์ของตนเองหรือไม่ หรือเรียกว่า มี จาคะ 4
นี่มัน ฆารวาสธรรม 4 นี่
เอ่อ ธรรมของชาวบ้านควรมี
ถ้าแฟนใครยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ครบถือว่า ดีเยี่ยมครับ
แต่ถ้ายิ่งมีน้อยลงๆ ขอโทษนะ.. เริ่มไม่ใช่คนลงทุกที
สุดท้ายปัญหาระหว่างกันก็จะเกิด ไม่เชื่อลงพิจารณาดูครับ...
ง่ายๆ เมียขี้บ่น คือ ไม่มี จาคะ ไม่รู้จักขจัดส่วนไม่ดีในตนออกไปบ้าง ไม่มี ขันติ ไม่รู้จักห้ามตัวเองเวลามีอารมณ์ ผัวก็ไม่
อยากจะพูดคุยด้วย ความเข้าใจกันก็น้อยลง เรื่องง่ายๆก็กลายเป็นเรื่องยาก เมื่ออยู่กันลำบาก ก็ต้องใช้ ขันติ ต่อกันมากขึ้น จนบางเวลาที่หมดความอดทนก็จะหลบหนีจากกันไป เมื่อห่างกันไป ก็รู้สึกผ่อนคลาย คราวหน้าก็ทำอีกๆและก็ทำอีก จนบางครั้งต้องโกหกว่า มีประชุม แต่แท้จริงไปหาเมียน้อย กลายเป็นขาด สัจจะ ต่อกัน สุดท้ายก็ไม่อยากทำดีแก่กัน ก็หมดกำลังใจยึดถือ ธรรมะ สุดท้าย ทั้งสองคนก็ไม่ใช่คน แต่เป็นหมาแมวที่ทะเลาะกัน และบางครั้งอาจกัดกันจนตาย เช่นตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
ถ้าไม่อยากเป็นข่าว ก็ปรับปรุงตัวเองซะ 4 ข้อง่ายๆ ค่อยๆแก้ถ้าไม่แก้ไข ก็ให้ความทุกข์มาแก้ไขให้แทน คือ รับผลกรรมจากการกระทำของตน จนทนไม่ไหว ต้องสู้ หรือไม่ก็ หลบหลี้หนีไป เช่น หนีไปกินเหล้าให้ลืม แต่นั่น ทำให้ปัญหายิ่งพันกันมากขึ้น สุดท้ายแก้ไม่ได้ ก็รอเวลาเขาจะเอาไปทำปุ๋ยครับ
" คำว่า รัก ที่ผมไม่อยากจะเข้าใจ เพราะความห่วงใยมันบังตา "
เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบ แล้วลองปฏิบัติตามดู แล้วรู้สึกเหมือนคำกล่าวข้างต้นเมื่อไร ให้รู้ไว้คุณได้เติบโตเป็นมนุษย์ผู้นำความรักมาสร้างสรรโลกนี้ได้แล้ว
" เพราะคุณได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความรัก ไม่ได้เริ่มจากการบอกรัก แต่เริ่มจากการปฏิบัติรัก และดำเนินจิตใจที่รักจริงใจและมาจากใจจริง ใช่จากความต้องการทางเพศ และสุดท้ายสังคมก็จะดีขึ้น ผมเชื่อ " 3月18日 เมื่อกรรมตามทัณฑ์ อะไรกันที่ช่วยเราไม่มี
กรรมเป็นพลังงานรูปหนึ่งถูกถ่ายทอดในมิติแห่งจิต
บางคนถาม แล้วการเอาไม้ตีหัวคนอื่น พลังงานมันเกี่ยวข้องอะไร
ตัวไม้มีโมเลกุล และมวลที่แข็ง ตามลักษณะของแข็ง
พลังงานศักย์ที่มีอยู่ในไม้ขณะเงื้อตี ได้ถูกถ่ายทอดเป็นพลังงานจลน์
เคลื่อนที่มากระทบศีรษะคน
หากใช้ไม้ดังกล่าวตีพื้น ใช่ไม่มีใครโกรธ
แต่เมื่อตีคน หรือสัตว์ ล้วนมีระบบประสาท ที่ตอบสนองที่บางครั้งไม่ต้อง
ผ่านการคิดวิเคราะห์ เช่น ตีหัวมาลุกได้ก็ชกคืน หรือตีหมา หมาร้อง เป็นต้น
แล้วกรรมหละไปไหน???
สรรพสิ่งในจักรวาล ล้วนประกอบด้วย สสารคือ มวลสาร และพลังงาน
เพราะตามกฎของพลังงานย่อมมีการถ่ายทอดและเปลี่ยนรูป
เช่น การเงื้อไม้ ไปจนตี พลังงานที่ตี หรือแรงตีกระทบผิวให้ฉีกออก มีเลือดไหล การฉีกของผิวหนังได้ส่งสัญญาณประสาทซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าไปสู่สมอง ซึ่งตีแรงมากน้อย สมองรับรู้ได้จากแรงที่ตีมาโดยตรง นำเข้าสู่จิตให้รู้และสั่งการต่อไปตามกลไกร่างกาย
แต่ไม่มีเรื่องของพลังงานกรรม
เพราะในอีกมิติหนึ่งมีจิตอยู่ ในลักษณะ 2 มิติ ซึ่งหากพูดถึงลักษณะ 2 มิติ
ให้นึกถึงแผนที่ประเทศไทย แผ่นใหญ่ๆ หรือแผนที่โครงข่ายถนนในกรุงเทพ หรือไม่ก็แผนที่การเชื่อมโยงของสายการบิน
ซึ่งทั้งหมดนี้ หากเรากำหนดจุดไว้เท่าใด การเชื่อมโยงทุกจุดเข้าหากันย่อมทำได้ เช่น กำหนดจุดที่กลางเมืองเชียงใหม่ กลางเมืองขอนแก่น กลางเมืองสงขลา และกรุงเทพฯ ขึ้นมา เส้นที่ลากโดยตรงจากทุกๆจุดย่อมทำได้ แม้บางเส้นจะทับกัน ก็แสดงว่า เส้นทางที่ใช้อาจจะคล้ายกัน
ระบบกรรมเหมือนกัน ไม่ได้เกิดในสภาวะพลังงานจากสสารสู่สสาร แต่เกิดจากสภาวะพลังงาน จากจิตสู่จิต
เช่น การตีหัวกันเรื่องเดิม หากมันคลุมหน้าถามว่า เรารู้ไหมว่าใครตีเรา?
หรือ หากเราถูกคลุมหน้า คิดว่ามันจะรู้ไหมว่า มันกำลังตีใคร?
แต่กรรมได้เกิดขึ้นในจิตของทั้งสองคนแล้ว
คนถูกตีได้กรรมว่า สักวันจะได้ตีคืน
คนที่ตีจะได้กรรมว่า สักวันต้องถูกตี
เป็นปฏิกิริยาจากการกระทำที่สะท้อนเข้าสู่จิตของตนเอง
สังเกตจากเมื่อเพิ่งตี เราจะจำได้ว่าตีอย่างไร ตีที่ไหน ตีใคร เป็นต้น
แต่ต่อมาเราก็จะค่อยๆลืม ตามความจุของสมองที่จะจำได้
แต่ในมิติแห่งจิตไม่ใช่ พลังงานกรรมที่สะท้อนได้ฝังตัวอยู่ในจิตเราแล้ว
เมื่อกรรมนั้นตามมาลงโทษเรา หลายคนเชื่อว่า กรรมตามสนอง
หลักการตอบสนองกรรม
คือ การพบเจอกันของผู้ที่มีกรรม มาสัมพันธ์กัน
เช่น นาย ก ตีนาย ข และนาย ค ตีนาย ง
วันหลัง นาย ก เดินไปเจอนาย ค ไม่เกิดอะไร
วันต่อมา นาย ก เดินมาเจอ นาย ง ก็ไม่เกิดอะไร
แต่วันหนึ่งนาย ซ กำลังหนี นาย ง ซึ่งกำลังไล่ตีมา
กลุ่มนาย ซ ใส่เสื้อเหมือนนาย ก วิ่งผ่านนาย ก ไป
เป็นอันว่า นาย ง คิดว่า นาย ก ที่เดินออกมาเพื่อจะสู้
โอกาสพร้อมมูล คือ
นาย ง มีโทสะ มีอาวุธ มีเป้าหมาย คือ นาย ก และมีกรรม
ประจวบเหมาะ กรรมที่ทั้งสองมี จึงเกิดขึ้น
ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากรุนแรงเกินกรรมที่มี
แล้วกรรมที่เกินมาเหล่านั้น หละ???
ก็เป็นกรรมใหม่ไงครับ กรรมเก่าที่นาย ก ควรจะถูกตีได้สะสางแล้ว
แต่ส่วนที่เกินมาอีกเท่าไร เป็นกรรมสะสมที่นาย ก ต้องสนองต่อไป
แล้วอะไรจะช่วยเรา เมื่อเราประสบเคราะห์กรรม
ยืนยันคำเดิม ไม่มี
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้กรรม ไม่สะท้อนต่อไป
คือการควบคุมจิตใจ ด้วยวิธีทางพระ
ซึ่งผมรู้น้อย เพราะต้องปฏิบัติเองจริงๆ
ซึ่งเป้าหมายของวิธีนี้คืออะไร
ลดการสร้าง รองรับผลกรรมที่มีอย่างใจเย็น
และไม่เป็นทุกข์ และไม่สนองกรรมต่อใคร
วิธีหนึ่ง คือ การปฏิบัติธรรม ทำใจสงบนั่นเองครับ
เมื่อกรรมมาอย่ากลัว และอย่ากล้า
อย่าสร้างโอกาสให้มันมาสนอง
เพราะกรรมมานำจิตใจให้เศร้าหมอง
จนอาจต้องสร้างกรรมเพิ่มเรื่อยไป
เมื่อกรรมมาให้ยินดีรับด้วยจิตที่เป็นสมาธิ
มีสติเข้าไว้ เมื่อกรรมผ่านพ้นไป เราจะได้
ไม่ไปเศร้าเรื่องเก่า ก็พ้นตา เรื่องใหม่มาทำดีไว้
เมื่อสิ่งดีมาก สิ่งชั่วโอกาสเกิดก็น้อยลงไป
และทำให้เราเป็นสุข ไม่ทุกข์ นานเท่านาน
2月4日 ไม่เป็นดาว ไม่รู้หรอก????ไม่เป็นดาว ไม่รู้หรอกครับ!!!!
What's the Meaning of Star???
จากเด็กหนุ่มวัยรุ่น ก้าวมาสู่เส้นทางของดาว
ไม่ผ่านมา 6 ปี ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมจบแล้ว
ถึงต้องมีดาวเป็น สัญลักษณ์แทนตัวตนของเรา
คำว่า ดาว หรือ Star โดยเฉพาะดาวแปดแฉก
ผมเรียกว่า ดาว 8 ทิศ ทำไมหนะเหรอ
ดาว 8 ทิศ แฝงความหมายให้เราต้องยึดถือเป็นนัยยะว่า
1.ดาว จรัสแสงแรงจ้า แม้ในความมืดมิด ก็จักแสดงศักยภาพ
มา เป็นแสงส่อง สลายความมืดมิดสิ้น
นั่นคือ คนจะเป็นดาวได้ต้องชาญฉลาด มีศักยภาพในตัวเองเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะใช้ศักยภาพตนฝ่าฝันปัญหาต่างๆให้ลุล่วงไปได้ แม้ว่าปัญหานั้นจะยากเพียงใด
2.ดาว ที่ขอบปลายฟ้า เป็นดาราเหนือ นำทางนักเดินเรือ
ไม่ให้หลงทาง ท่ามกลางมหาสมุทรกว้างใหญ่
นั่นคือ คนจะเป็นดาวต้องมีสัจจะ มีคุณธรรม ที่ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไร สิ่งนี้จักดำรงอยู่ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา รับรู้ และบูชา น้อมนำมาปฏิบัติแก่ตน
3.ดาว 8 ทิศา อยู่บนท้องนภา จักเห็น จักเป็น จักเข้าใจทุกสิ่ง
ทุกอย่าง ด้วยปัญญาอย่างถ่องแท้
นั่นคือ คนจะเป็นนายตำรวจนั้น ต้องรู้ต้องเข้าใจ ด้วยสติปัญญา และศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ สุดความสามารถ จนเรียกได้ว่า " รู้รอบทิศ " สามารถที่จะเข้าใจปัญหาต่างๆ และหนทางแก้ไขได้อย่างดี ทั้งยังสามารถชี้นำ ผู้ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ให้รู้ ให้เข้าใจได้ เสมือนเป็นดั่งผู้นำทางสว่างให้แก่ชีวิตประชาราษฎร์
4.ดาว บนบ่าดิน คือ ดินผู้บินสู่นภา ต่อสู้ฝ่าฝัน ข้ามวันและเวลา
จนเก่งกล้า เป็นดาวค้างฟ้า จรัสแสงเจิดจ้า ลงมาสู่พื้น
ปลุกดินให้ตื่นจากความมืดมิดและเหน็บหนาว ดั่งดวง
ตะวันยามเช้า ให้ทุกชีวิตบนดินได้ก้าวสู่วันใหม่
นั่นคือ คนจะเป็นนายตำรวจ เป็นชีวิตที่มีแต่จะดีขึ้นทุกวินาที หากใครหลงในชีวิต หลงในอำนาจ หลงว่าตนเก่งกล้าสามารถ จนลืมว่า เราก็เกิดมาจากผืนดิน เป็นเด็กน้อยที่ใครๆคอยอุ่มชู จนมีวันนี้ได้ " จงอย่าลืม " รอยเท้าที่ย่างก้าวมา และ เราจักต้องกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณ ต้องกตเวที ต่อแผ่นดิน ต่อประเทศชาติให้มาก เพราะสุดท้ายไร้ซึ่งอำนาจ เราก็คือดินก้อนหนึ่งเท่านั้น
4 ประการ ของดาว 8 ทิศ ที่ชวนให้คิดหาความหมายในดวงดาว จักได้นำเอายึดถือเป็นดั่งอุดมการณ์ทำงานให้เพื่อนข้าราชการตำรวจที่รักต่อไปในภายภาคหน้า
คนเราไม่มีใครใหญ่เกินเสื้อ แต่ผมเชื่อว่า ไม่ว่าเสื้อหรือเจ้าของเสื้อมีอายุการใช้งาน มีวันหมดอายุด้วยกันทั้งนั้น นี่คือ กฎของสสารที่ไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน
แต่สิ่งที่เราได้ทำ หรือเรียกว่า " กรรม " นั้น ทำวันนี้ ผลของมันจักสืบทอดต่อไปเรื่อยๆ ตามกฎของพลังงานที่มีการถ่ายเทและเปลี่ยนรูปพลังงาน ฉะนั้น วันนี้ทำความดี ผลดีเกิดตรงนี้ หรือ อาจจะเกิดตั้งแต่เริ่มคิดเลย ส่งผลดีต่อผู้สัมผัสกรรมดีนี้ ไปจน 10 - 20 - 50 - 100 - 1000 ปี ต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าวันนี้ทำความชั่ว ผลชั่วก็จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะปกปิดเช่นใด แต่จงจำไว้ ใจเรากลืนเอาความชั่วไว้ เป็นพิษร้ายต่อใจตน ดำรงชีวิตก็ทุกข์ ทำอะไรก็จะทุกข์ ก็จะกลัวความชั่วถูกเปิดเผย จนวันตายก็จะระลึกสิ่งที่ทำบ่อย ทำซ้ำๆ ทำประจำ คือ การปกปิดความชั่วตน ทุกข์ใจจนสิ้นลมหายใจ
สุดท้าย ขอให้สิ่งที่ท่านๆศรัทธาจงดลบันดาลให้ท่านเป็นสุข จนดลบันดาลนำท่านสู่การทำความดีตลอดกาล ขอให้ตวามดีท่านๆจงชี้นำปัญญา พาท่านแก้ปัญหาต่างๆลุล่วงไปด้วยดี ไม่มีสิ่งมาแทรกแซงให้เกิดทุกข์ ขอให้ทุกท่านจงมีความสุข ความสงบทั้งกายทั้งใจ
ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ช่วยเติมความดีให้แก่ผู้ประพันธ์น้อมนำมาดำรงชีวิต
1月25日 ขอให้ความสุข จงเกิดแก่ท่านผมจะพูดเสมอ ชื่อของผม " สุข " ไม่ใช่มะม่วงที่จะต้องกวนเอาไว้กินนานๆ หรือ แช่อิ่มเอาไว้กินนอกฤดู
สุข หรือ ความสุข เป็นผลอันเกิดจากจิตใจตนปรุงแต่งขึ้นได้ตามธรรมชาติ
การจักให้จิตใจกลั่นความสุขออกมา มีวิธีการมากมาย แล้วแต่บุคคลถนัด
บ้างก็นอน บ้างก็ดูหนัง บ้างก็ช้อปปิ้ง บ้างก็ออนเน็ต-ออนเกมส์ บ้างก็กินเหล้า...
เรารู้จักกับความสุขที่แท้จริงไปแล้ว
แล้วอะไรเหล้า คือ ความสุขที่คุ้มค่า
ถ้าเปรียบความสุขเหมือนน้ำดื่ม เรามีกระติกหนึ่งใบ จะใช้วิธีรองน้ำฝนด้วยกระติกก็ได้
คงสัก ครึ่งวัน เม็ดฝนจะลงไปจนเต็มกระติก หรือจะเลือกตักจากแหล่งน้ำสะอาด
หรือบ้างก็เลือกวิธีการกลั่นด้วยแสงแดด
ทั้ง 3 วิธี วิธีใดท่านว่า คุ้มค่าที่สุด สำหรับน้ำใส่กระติกเพื่อดื่ม ถ้าแหล่งน้ำสะอาดผมว่า ตักจากแหล่งน้ำคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องรอนาน ประหยัดเวลา
ความสุขที่คุ้มค่า มันก็คือ การที่เรานำเอาเวลา นำเอาแรงกายแรงใจ(พลังงาน) นำเอาทรัพย์สินเงินทอง(สสาร) ลงทุนกระทำการ(ก่อกรรมดีชั่วขึ้น) สิ่งใดๆ ซึ่งรวมถึงผลของการกระทำเหล่านั้น(ผลกรรมดีชั่ว) เทียบกับ ความสุขที่ได้รับทั้งหมดแล้ว ได้ว่า ความสุขมีมากกว่าความทุกข์
อันนี้เป็นตรรกคณิต ความสุขที่คุ้มค่า คือ ความสุขทั้งหมด > ความทุกข์ทั้งหมด
และแล้ว สูตรสำเร็จของความสุขที่คุ้มค่านี้ มีหลักสั้นๆง่ายๆ ซึ่งนี่คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ เช่นเดียวกับการก่อไฟของมนุษย์ การรู้จักการรวมกลุ่ม การพัฒนาการสื่อสาร ด้วยภาษาและตัวอักษร และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ความสุขที่คุ้มค่า คือ ความสุขที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนน้อยที่สุด
เบียดเบียน ก็คือ ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ รู้ได้ไง ก็เอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วจึงพิจารณา
จักเห็นว่า สิ่งใด คือ การเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ที่นี้เราได้เคล็ดลับการมีความสุขแล้ว การมีความสุข คือ การมีความสุขที่คุ้มค่าเท่านั้น
การมีความสุขที่ไม่คุ้มค่า คือ การมีความทุกข์นั่นเอง พิจารณาง่ายๆ
ความสุขสร้างขึ้นได้โดยตน กระทำในสิ่งที่ตนพึงพอใจ และการกระทำนั้น ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น จนเกินควร และไม่นำความทุกข์มาสู่ตนจนเกินควรเช่นกัน
แต่ความสุขนั้นไม่ได้มีไว้สะสม มีเพื่อเก็บไว้ใช้ในภายหน้า
แท้จริงความสุข มีประโยชน์แต่เพียงได้สัมผัสถึงบรรยากาศแห่งความสุขนั้น สดๆ
ทำให้การจะรักษาความสุขไว้ให้จีรังยั่งยืนนั้น ไม่มี
แต่การทำความดี คิดดี พูดดีเสมอๆ เป็นการผลิตความสุข อย่างสม่ำเสมอ
หรือเสมือนเป็นการรักษาความสุขให้มีใช้ได้อย่างพอเพียง และสดเสมอ
สำหรับผม ผมมองชีวิตอย่างนี้
1.มนุษย์เกิดมาจากครอบครัว และจะดำเนินตามครรลองเช่นนั้นไป
หากครอบครัวอบอุ่น อบรมเลี้ยงดู จนเติบใหญ่ มนุษย์จักได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากครอบครัวกว่า 70% มนุษย์ผู้นั้นจักดำรงชีวิตเฉกเช่น ปู่ย่าตายาย พ่อแม่พี่น้อง สืบต่อไปยังลูกหลาน
หากครอบครัวแตกแยก สิ่งแวดล้อมเป็นผู้อบรมเลี้ยงดู จนเติบใหญ่ มนุษย์จักได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมกว่า 80% แต่ทั้งนี้ มนุษย์ผู้นั้นจักขาดเป้าหมายในการดำรงชีวิต ไม่รู้จะมีชีวิตเพื่อก้าวไปยังจุดใจ ขอเพียงแต่ ดำรงชีพอยู่ได้ก็พอแล้ว
2.โดยสังคมมนุษย์ ใช้เกณฑ์การศึกษาคัดเลือกบุคคลากรเข้าสู่องค์กรต่างๆ
จากเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ สู่การเรียนรู้จากตำรา สู่การเรียนด้วยการทดลอง ฝึกฝน จนชำนาญออกปฏิบัติงานได้ จนก้าวสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ
มนุษย์ทุกคนได้เรียนรู้ทั้งสิ้น ตั้งแต่แรกด้วยประสบการณ์ จนสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญนั้น อยู่ที่ว่า บุคคลได้จะก้าวไปถึงจุดไหน ในวิทยาการด้านนั้นๆ
จะเป็นโจร จากการติดตามลูกพี่เห็นช่องทางทุจริต ถ้ามีตำราก็อ่านตำราก่อนได้ แล้วลองทำตาม จนชำนาญ จนสุดท้ายได้เป็นครูโจร เป็นหัวหน้าโจร
การศึกษาเรียนรู้นี้เองจะทำให้เรายืนอยู่ในสังคมมนุษย์ได้อย่างมั่นคง เพราะอย่างน้อยเราก็มีคุณค่าต่อองค์การที่เราอยู่นั่นเอง
3.เอาจิตวิญญาณ ก้าวไปไขว่คว้าอุดมการณ์
ถ้าเปรียบมนุษย์กับต้นไม้ เราครอบครัวเหมือนมีดินมีป่า ให้เราเติบใหญ่ เรามีความรู้มีวิชา เหมือนราคาหาอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่เราขาดรากแก้ว ที่จักหยั่งรากยึดพื้นดินให้แน่นหนาได้ มนุษย์จึงควรไขว่คว้าอุดมการณ์ เป็นหลักยึดมั่นในการดำรงตนในสังคมมนุษย์
4.ความสุข เสมือนดั่งหยดน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้สดชื่น มีกำลังที่จะสู้ต่อไป
อีกนัยหนึ่ง ถ้าเปรียบชีวิตดั่งรถยนต์ความสุขก็คือน้ำมันที่จะขับเคลื่ยนชีวิตไปยังจุดหมายใด ก็ได้ในจักรวาล หากหมดสิ้นความสุขแล้ว ต้องจอดนิ่งรอวันเสื่อมสลายไป ตามกาลเวลา
ทั้ง 4 ข้อ คือ ปัจจัยในการดำเนินชีวิตของผม แต่สุดท้ายทุกคนย่อมต้องสัมผัสกับความฝันแห่งอดีตครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นลมทุกคน เราเลือกที่จะฝันอย่างไรก็ได้ เพียงแค่เราทำเช่นนั้น ตลอดที่เรายังมีลมหายใจ
เมื่อใกล้สิ้นลม เราจักถูกจิตใต้สำนึกครอบงำ เหมือนเมื่อทารกเรารู้สึกอย่างไร เราเคยกลัวเพราะความไม่รู้อย่างไร ความรู้สึกเช่นนี้จะกลับมา ภาพวันเวลาที่ตราตรึงใจ หรือจำฝังใจ ทั้งดีชั่วจะเกิดขึ้น เราจะรู้สึกสนุกสุขสันต์กับบุคคลในความฝันที่เราประทับใจ เราตระหนกตกใจกับภาพที่เราเคยฆ่าวัวควาย ที่นอนร้องครวญคราง เพ็งมองมายังเรา จิดแห่งควมเขล่าและขลาดจักก่อให้เกิดสิ่งที่เรากลัวที่สุดขึ้นมา หลอกหลอนเราจนเหนื่อยจิต ยิ่งเราเชื่อว่า สวรรค์ต้องเป็นเช่นนั้น นรกต้องเป็นเช่นนี้ ภาพที่ตราตรึงฝังในจิตก็จักจิตนาการขึ้น เสมือนเราอยู่ในนรก ด้วยจิตที่เขลาและขลาด จึงเกิดความกลัวอย่างที่สุดขึ้นมาหลอกหลอนเช่นกัน
หนทางเดียวที่จะพ้นจาก นิมิตรหลังความตายเหล่านี้ วิธีง่าย แต่เอาเข้าจริง อย่าลนลานแล้วกัน
นั่นคือ การฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ความคุมจิตให้นิ่งได้ หากเราทำได้แล้ว นิมิตรทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งสวรรค์และนรกที่พึงจะเกิด ก็จะไม่เกิด มีเพียงความนิ่งสงบเท่านั้น
ส่วนเรื่องชีวิตหลังความตาย การกลับชาติมาเกิดใหม่ เกิดเป็นเทวดา ฯลฯ อันนี้ ไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่ทัศนะของผม ไม่มีสิ่งเหล่านี้ จักมีก็เพียงการเกิดใหม่ตามวิถีแห่งเวรกรรมเท่านั้น
หลายคนเชื่อเรื่อง ปาฏิหาริย์มีจริง
ผมบอกให้ก็ได้ว่า ปาฏิหาริย์มีจริง แต่ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุ
1.ตัวผู้พบเห็น เป็นคนเขลา ไม่เข้าใจข้อเท็จจริง อย่างถ่องแท้ ขาดเหตุผลพิจารณา
ปาฎิหาริย์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้น เช่น ฟ้าผ่า เป็นเรื่องของเทพเทวดาบนฟ้า ฯลฯ
หรือแม้กระทั่งรู้แต่เข้าใจผิด เช่น การบนบาล ก่อนสอบให้สอบได้สอบผ่าน เป็นการสร้างแรงจูงใจเกิดแก่ตน โดยกำหนดประสบการณ์ตนให้ระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้บนบาลไว้ เมื่อนึกก็จงทำ เช่น ไปอ่านหนังสือซะ ทำข้อสอบซะ วางแผนการสอบซะ จนถึงเวลาสอบสิ่งที่จูงใจให้อุตสาหะนั้น ก็เป็นเสมือนที่รวบรวมสิ่งที่เราเคยทำเพื่อการสอบ เช่น ท่องคาถาก่อนทำข้อสอบ ซึ่งเป็นคาถาเดียวกับตอนก่อนอ่านหนังสือ พอท่องเสร็จความรู้สึกถึงหนังสือก็จะเข้ามาในจิตใจ ทำให้เสมือนเรากำลังอ่านหนังสือขณะสอบ ซ้ำยังทำให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ จนในที่สุด การสอบก็บรรลุผล ด้วย กุศโลบายเหล่านี้ แต่เรากลับคิดว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บนบาลช่วย แท้จริงเรานั่นแหละช่วยตน กลายเป็นเรื่องของปาฏิหาริย์ไป 1月16日 เมล์ดีๆก็มีเช่น.....
1月14日 ทำไม่ต้อง ฟ้าเปลี่ยน ดินไม่เปลี่ยน (บ้านเมิงเหรอ)" ฟ้าเปลี่ยน ดินไม่เปลี่ยน "
ถ้าไม่ยึดมั่นในอุดมการณ์นี้ ก็ไม่รู้จะมีแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานได้วิ่งเล่นกันอีกนานแค่ไหน
ยามที่เกิดลมพายุพัดแรง เกิดพายุ หรือแม้แต่ฝนแล้ง
ฟ้าแกล้งแผ่นดิน รุนแรงแค่ไหน ใยดินไม่ตอบโต้
จงมองดู แผ่นดิน ภูผา ภูเขา ทะเล ทั้งสิ้นบนโลก
เป็นแหล่งอยู่อาศัยพืช สัตว์ มนุษย์ น้อยใหญ่
เราไม่มีหน้าที่ทะเลาะกับใครๆที่ไหน
เรามีหน้าที่รักษาสมดุล สภาพพิภพไว้
ให้สัตว์โลกอาศัย อย่างอยู่เย็นเป็นสุข
มีสัตว์น้อยใหญ่ใดๆ อาศัยอยู่บนฟ้าไหม
มีสัตว์น้อยใหญ่ใดๆ เห็นฟ้าเป็นที่พึ่งพาชีวิตได้ หามีไม่
นี่คือ ที่มาของ " ฟ้าเปลี่ยน ดินไม่เปลี่ยน "
ในสังคมโลก คนใดมีอำนาจ คนใดมีกำลัง มีบารมีกว้างใหญ่
จักทำต้นเป็นดั่งฟ้า อยากสั่งฝนมาก็สั่ง อยากสั่งลมมาก็สั่ง
สร้างภัยพิบัติต่างๆ สู่แผ่นดิน สู่ชีวิตสัตว์บนพื้น
ไม่มีสิ่งอื่นทำแล้วหรือ
ดินเจ้ารับกรรมก่อนใคร ดินเจ้าต้องตัดสินใจ
ว่าจะนำเอาภัยพิบัติเหล่านั้น ลงทัณฑ์ต่อสัตว์โลก
ลงโทษต่อผู้ซึ่งต้องหวังพึ่ง หวังพา อาศัยเจ้าหรือ
ข้าราชการไทย พนักงาน อาสาสมัครใดๆ ในหล้า
ท่านคือ ดิน ผู้เป็นดั่งที่พึ่งที่พาที่อาศัยของคนเฒ่าคนแก่
คนยากคนจน คนไร้ปัญญาแก้ปัญหาตน เยาวชนคนเยาว์
รวมถึงเด็กทารกที่กำลังจะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ
ท่านต้องตัดสินใจ ในสิ่งที่ผู้มีอำนาจบาทใหญ่ในสังคม
ไม่ว่าจะ ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หัวหน้า สื่อมวลชนที่ครอบงำปวงประชา
กฎหมายบ้านเมืองอันอยุติธรรม แนวการบริหารที่สร้างกรรมแก่ประชาราษฎร์
ขอท่านจงตั้งมั่นในศีลธรรม ตั้งมั่นในแนวทางที่ดีที่ตนได้ทำ
เป็นดั่งผืนดินที่พึ่งพิงของประชาชนทั้งมวล
11月19日 กิ๊ก แหวน วันวาน ฉันรักเธอนึกถึงวันวาน เมื่อไร ยังดีใจที่ได้พบเธอ
หยิบเอาเฟรนชิพ ที่เธอเคยเขียนให้กับฉัน ว่าจากกันไปแล้ว ยังไงจะไม่ลืมกันและกัน ฉันยังคงจำ ช่วงเวลาดีๆของเรา ก็รู้สักวันต้องห่างกันไกล ไม่ได้พบเจอ
คิดถึงเสมอ เป็นห่วงเป็นใย เธออยู่อย่างนั้น อยากรู้วันนี้เธอเป็นยังไง ไม่สบายหรือเปล่า อากาศมันหนาว เธอเหงาบ้างไหมเธอ ตั้งแต่เมื่อวันที่ลาจาก ฉันอยากจะมอบแหวนวงหนึ่ง
มันอาจไม่ซึ้งหรืออาจดูไม่หรู จะใส่ไม่ได้ไม่เป็นไร อยากขอให้เธอเอาไว้ดู แทนคำขอบคุณ ที่เราได้พบกัน แต่เธอกลับมอบแหวนคืนมาให้กับฉัน
ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ฉันคงลืมมันไป ต้องเก็บเอามาคิดทบทวน ถึงรู้ถึงได้เข้าใจ ว่า ฉันไง ต้องเก็บแหวนเอาไว้ เพื่อรอเธอ แหวนวงนั้น ฉันยังเก็บไว้อยู่ รูปเธอที่ดูเมื่อไรก็คิดถึง เก็บมันเอาไว้ ให้เธออีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่านานเท่าไร จะรอ ตั้งแต่เมื่อเธอลาไกล ไม่เคยได้พบ
4 ปี ที่เราไกลกัน ฉันไม่เปลี่ยน ไม่ค่อยได้โทรคุยกัน เดียวกวนเธออ่านเขียน ส่งเพียงข้อความถึงเธอ ก่อนเข้านอน แล้ววันนี้ ฉันมีชีวิตใหม่
ได้เจอพบใครต่อใคร ตั้งมากมาย แต่ยังไม่ลืมสัญญาที่เคยให้กับใจ จะเก็บเอาแหวนวงนี้ ไปให้เธอ 4 ปี ที่เราไกลกัน เธอเองเปลี่ยนไหม
ได้เจอพบใครต่อใครบ้างหรือเปล่า เก็บใจเอาไว้ให้ฉัน เหมือนกันบ้างไหม บอกฉันได้ไหม ฉันเอง อยากรับฟัง หากวันนี้ เธอเจอใคร ที่ดีกับเธอ
ที่มีให้เธอ ทั้งรักและเข้าใจ ที่เธอรักเขาและเขารักเธอมากกว่าใคร แต่ว่า ถึงยังไง ฉันเองยังเหมือนเดิม เก็บใจดวงนี้เอาไว้ให้เธอเสมอ
หากใครเขาทำให้เธอเสียน้ำตา หนึ่งคน คนนี้รักเธอ รอเธอตลอดมา จะกลับมาซับน้ำตาเธอให้เอง
ประพันธ์ เนื้อร้อง/ทำนอง โดย นรต.สุข ศุขไพบูลย์ มอบให้ หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผมรักเธอตลอดมา
สุภาพบุรุษ ผู้เสียสละ ความรักของชายชื่อสุข ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ใด อยู่กับใคร ผมยังรักเธอเสมอ รักเธอคนเดียว จากนี้จนวันสุดท้าย หากวันนี้ เธอยังไม่รัก ไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร แต่จะรอจนวันที่มันสายเกินไป ไม่ใช่ผมไปมีใครใหม่ แต่หน้าที่เพื่อธงสามสี ที่บรรพชนสร้างกันมา เป็นพันปี ผมต้องสืบทอดเจตนารมณ์ และรักษามรดกเหล่านี้เอาไว้ ให้แก่ลูกหลานสืบต่อไป แม้ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อก็ยอมพลีได้
ถ้าคุณได้พบเจอกับใครที่ดีกว่าผม อย่าลังเลใจ ถ้าชายในฝันทำให้คุณเสียใจเมื่อไหร่ หนึ่งใจดวงนี้ ที่รักคุณ รอคุณตลอดมา จะกลับมาซับน้ำตา แล้วจากไปก็ไม่ว่ากัน ชีวิตนี้รอคุณมา เป็น 10 ปี รอต่ออีก 10 ปี ยังไหว... เหมือนที่เคยพูดไว้ตอนขึ้นเหล่า...พูดจริง ทำจริง... |
|
|||||||||||||||||||||||||
|
|